เทอร์ควอยซ์

เทอร์ควอยซ์ หรือ พลอยสีขี้นกการเวก จัดเป็นอัญมณีประเภทหนึ่งซึ่งเป็นที่รู้จักและมีการใช้กันอย่างแพร่หลายนับตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ (3000 ก่อนคริสตกาล) เป็นอัญมณีชนิดแรกๆ ของโลกที่มีการทำเหมืองมากว่า 3 พันปี โดยเฉพาะจากเปอร์เซีย หรือประเทศอิหร่าน ที่ในปัจจุบันจัดว่าเป็นเทอร์ควอยซ์ที่มีคุณภาพสูง

และถูกนำเข้าสู่ทวีปยุโรปผ่านทางประเทศตุรกี (Turkey) Turquoise จึงมีรากศัพท์มาจากคำว่า "Turkish" นั่นเอง มีความเชื่อว่าผู้ที่สวมใส่เทอร์ควอยซ์จะไม่ถูกสัตว์มีพิษกัด ถ้าผูกเทอร์ควอยซ์ติดกับธนูจะทำให้ล่าสัตว์ได้ดีขึ้น ป้องกันการตกจากหลังม้า และสามารถบำบัดโรคตาได้ ถ้ามอบเทอร์ควอยซ์เป็นของขวัญ พลังอำนาจของเทอร์ควอยซ์จะเพิ่มขึ้น ดลบันดาลให้ผู้รับมีความสุข

 ประมาณก่อนสมัยคริสต์ศักราช 5500ปี ชาวอียิปต์นำเทอร์ควอยซ์มาสวมใส่เป็นเครื่องประดับส่วนชาวอินเดียนแดงในอเมริกาได้นำเอาเทอร์ควอยซ์มาเป็นสินค้าแลกเปลี่ยนและเป็นเครื่องประดับ ตำแหน่งหัวหน้าเผ่าอินเดียนแดงที่ยิ่งใหญ่เป็นผู้มีอำนาจมากก็จะประดับเทอร์ควอยซ์ที่มีคุณภาพสูง และยังมีความเชื่อถืออีกอย่างของชนเผ่าอินเดียแดงคือ การนำเอาเทอร์ควอยซ์ไปภาวนากับแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์พร้อมกับ โยนเทอร์ค

โทแพซ

โทแพซ พบได้เกือบทุกทวีปทั่วโลก สีของโทแพซมีหลายสี ได้แก่ ใสไม่มีสี, สีแดง, สีชมพู, สีส้ม, สีน้ำตาล, สีเหลือง, สีน้ำเงินและสีเขียว สีแดงเชอร์รี่ที่เรียกว่า อิมพีเรียล (cherry-red imperial) และโทแพซสีชมพู (pink topaz) ที่พบในประเทศบราซิล เป็นโทแพซที่มีราคาสูงที่สุด นอกจากนี้ยังพบโทแพซสีน้ำเงิน (blue topaz) ด้วย ซึ่งการเกิดสีน้ำเงินนี้

เกิดจากการที่โทแพซได้รับรังสีจากต้นกำเนิดรังสีตามธรรมชาติ ที่มีอยู่ในพื้นดินเป็นเวลาหลายล้านปี โทแพซสีน้ำเงินที่เกิดตามธรรมชาติ เป็นสีน้ำเงินจางๆ ซึ่งไม่ได้รับความนิยมมากนัก โทแพซที่พบโดยทั่วไปส่วนใหญ่เป็นโทแพซใสไม่มีสี (colorless topaz) ซึ่งการที่พบโทแพซใสไม่มีสี (colorless topaz) เป็นส่วนใหญ่นี้ทำให้โทแพซใสไม่มีสี (colorless topaz) เป็นโทแพซที่มีราคาไม่สูง

ช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เทคนิคในการใช้รังสี สำหรับทำให้โทแพซใสไม่มีสี (colorless topaz) มีสีขึ้นมา เพื่อให้เป็นที่ต้องการมากขึ้น และเพื่อให้เป็นสีน้ำเงินถาวรนั้น ได้มีการพัฒนาขึ้นเป็นลำดับ และปัจจุบันเทคนิคการเพิ่มคุณค่าอัญมณีโดยการฉายอิเล็กตรอน (Electron Beam) นั้น ได้นำมาใช้สำหรับการผลิตโทแพซสีน้ำเงิน (blue topaz) ในปริมาณมาก เทคนิคนี้ทำให้โทแพซสีน้ำเงิน (blue topaz) กลายเป็นโทแพซที่พบเห็นทั่วไปในอุตสาหกรรมอัญมณี

อะความารีน

มีลักษณะสีฟ้าใสของนํ้าทะเลlสมกับชื่อที่มาจากภาษาลาตินที่แปลว่า
สีของนํ้าทะเลคือสีฟ้านํ้าทะเลซึ่งมีหลายเฉดสีค่ะ สีฟ้าจาง สีฟ้าพาสเต็ล สีฟ้า
อมเขียวและสีฟ้าเข้มเป็นหินตระกูลเบอริล(Beryl) เนื่องจากมีเฉดสีฟ้า
หลายเฉดเหลือเกินดังนั้นสีฟ้าเข้มจะหายากและเป็นที่ต้องการมากที่สุด
ส่วนใหญที่พบมักจะสีไม่เข้มมากนัก มันมีส่วนประกอบทางเคมีคือเบอริลเลี่ยม
อะลูมีเนี่ยม ซิลิเกตแม้จะอยู่ในตระกลูเบอริลเหมือนมรกตแต่ว่าเนื้อของ
อความารีนจะกระจ่างใสกว่ามรกตอีกค่ะ ชื่อของมันมาจากภาษาลาติน
แปลว่าสีของนํ้าทะเล

อความารีนเป็นหินประจําเดือนเกิดของคนราศีมีนเค้า
โดยที่มีหินอีกชนิดหนึ่งคือ บลัดสโตนร่วมอยู่ในราศีนี้ด้วยและเป็นหินที่
ฉลองการครบรอบแต่งงานปีที่16และปีที่19อีกด้วยด้วย แหล่งของอความารีน
อยุ่ที่อเมริกา เม็กซิโก อินเดีย ไอร์แลนด์ ซิมบับเว อาฟกานีสถาน
ไนจีเรีย ยูเครน บราซิล มาดากัสการ์ แซมเบีย โมแซมบีค ปากีสถานบาง
แห่งถือว่าอความารีนเป็นสัญลักษณ์ของความงามความซื่อสัตย์
และความจงรักภักดี
     เนื่องจากมีราคาค่อนข้างสูงอยู่เหมือนกันเวลาสวมใส่จึงต้องระวัง
ดังนี้ค่ะระวังการขูดขีดของของแข็งอาจทําให้เป็นรอยต้องเก็บให้ดีห่าง
จากแสงสว่าง แสงแดดจ้ามากๆอาจจะทําให้ซีดได้การล้างควรล้างด้วย
นํ้าสบู่อ่อนๆและใช้แปรงอ่อนๆขัดเบาๆล้างด้วยนํ้าอุ่นแล้วปล่อยให้แห้ง
ตามตํานานกล่าวว่าพวกพรายนํ้าได้สร้างอะความารีนจากนํ้าทะเลและ
นํ้าตาของพวกนางและนําไปถวายแด่เนปจูนเทพเจ้าแห่งท้องทะเล
พวกกลาสีชาวกรีกสมัยโบราณจะพกติดตัวเวลาเดินทางเพื่อช่วยให้คลื่นลม
สงบรักษาอาการเมาคลื่นเวลาออกเดินเรือในทะเล ส่วนชาวโรมันเชื่อว่า
อะความารีนจะทําให้สงครามสงบและนําความสุข สันติกลับคืนมา
ถ้านําอความารีนไปแกะเป็นรูปกบจะถือว่าเป็นเครื่องรางที่ช่วยให้ศัตรูกลาย
มาเป็นมิตร ถ้าอมไว้ในปากจะทําให้พูดแต่ความจริง
ทําให้ชีวิตสมรสมีความสุข ถ้่าความสัมพันธ์ที่ร้างลา
ได้แตกร้าว กันไปแล้วอความารีนจะนําความปรองดองกลับคืนมาใหม่ป้องกันการ
หวั่นไหวทางอารมณ์และเข้าใจในตัวตนเองอย่างลึกซึ้งถ้านําไปไว้ไต้
ที่นอนของเด็กอ่อนจะช่วยป้องกันอันตราย อะความารีนจะทําให้มีชัยชนะ
ต่อปีศาจ ถ้าฝันถึงอความารีนหมาย ความว่าจะได้พบเพื่อนใหม่ ถ้าฝันเห็นเป็น
ตุ้มหูที่ทำด้วยหินอความารีนจะทําให้พบความรักความเสน่หา


เพอริโด

เพอริโดต์ เป็นพลอยที่มีสีเขียวงามจับจิตจับใจอีกชนิดหนึ่ง และนับเป็นเพียงชนิดเดียวในไม่กี่ชนิดของรัตนชาติที่สีของเนื้อพลอยที่พบ มีเพียงสีเดียวเท่านั้น ไม่พบหลากสีเช่นพลอยชนิดอื่น จะมีการแปรเปลี่ยนอยู่บ้างก็เพียงเฉพาะภายในส่วนลึกของเนื้อพลอยเท่านั้น โดยเปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนใสบริสุทธิ์ไปเป็นสีเขียวโอลีฟเข้มภายในเนื้อ ชนิดที่มีสีเขียวอ่อนเป็นจุดเด่น มักจะเป็นสีของเพอริโดต์ที่มาจากรัฐแอริโซนาในสหรัฐอเมริกา ส่วนเขียวเข้มเป็นสีเพอริโดต์ที่รู้จักกันในชื่อมรกตยามเย็น (Evening emerald) ซึ่งเป็นเพียงแต่ชื่อใช้เรียกกัน เท่านั้น มิใช่มรกตที่แท้จริง เพราะพลอยชนิดนี้มีเนื้อส่วนประกอบเป็นคนละชนิดกันกับมรกต มรกตยามเย็น หรือเพอริโดต์ เป็นพลอยที่มาจากเกาะเซนต์จอห์นในทะเลแดง และมีสีเหลืองปน แต่ก็ยังคงมองเห็นสีเขียวได้อย่างชัดเจนคนไทยจะมีความผูกพันกับพลอยเขียวส่องมานาน เพราะบ้านเราเป็นแหล่งเขียวส่องอันมีชื่อเสียง แต่ปัจจุบันร่อยหรอจนเกือบจะหาชมไม่ได้แล้ว เพอริโดต์ ซึ่งเป็นอัญมณีที่ชาวต่างประเทศนิยมกันอย่างแพร่หลายมานานแล้ว จึงได้มีบทบาทสำคัญต่อวงการเพชรพลอย เป็นอัญมณีที่ชาวไทยต้องการซื้อหาเป็นอย่างมาก เพอริโดต์เป็นพลอยที่อยู่ในตระกูลแร่ โอลิวีน (Olivine) เป็นภาษากรีกโบราณ แปลว่าสีเขียวมะกอก ดังนั้นจึงเข้าใจได้ทันทีจากชื่อว่า เพอริโดต์มีสีเขียวสีเดียว แต่มักจะติดเหลืองหรือติดน้ำตาล ถ้าเป็นเขียวบริสุทธิ์ก็จะเป็นสีที่ดีที่สุดหาได้ยาก ความโปร่งแสงอยู่ที่โปร่งใสถึงโปร่งแสง  ค่า R.I. คือ 1.654-1.690 เป็นพลอยที่เนื้อค่อนข้างอ่อนคือ ความแข็งอยู่ที่  6.5-7  เท่านั้น จึงต้องระมัดระวังในการสวมใส่ เพราะจะเป็นรอยขูดขีดได้ง่ายมีตำหนิเฉพาะตัวที่สวยงามมาก  คือตำหนิใบบัว  หรือ Lily Pad ซึ่งประกอบด้วยผลึกแร่ Chromite สีดำ ล้อมรอบด้วยของเหลว เห็นเป็นเส้นซ้อนที่ขอบเหลี่ยมภายใน หรือที่เรียกว่า Doublingตำหนินี้ใช้พิสูจน์ได้ด้วยว่าเป็นเพอริโดต์แท้
  แหล่งที่สวยพบมากคือ  พม่าตอนบนค่ะ แต่แหล่งใหญ่ๆ จริงคือ แอริโซนา นอกนั้นก็มีกระจัดกระจายไปทั่ว  คือ นอร์เวย์ เคนยา บราซิล จีน ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ เช็ก และบางรัฐในอเมริกาคือ นิวเม็กซิโก และฮาวาย และมีแหล่งที่สำคัญอีกแหล่งคือ เกาะเซนต์จอห์นในทะเลแดง คาดว่าเป็นแหล่งที่มาของมงกุฎคลีโอพัตรา เนื่องจากเพอริโดต์ที่นี่จะมีสีเขียวสดคล้ายมรกต จนเรียกว่า”EveningEmerald”

ทางการค้าเพอริโดต์ไม่ว่าจะออกเป็นสีเขียวสด    สีเขียวอมเหลือง  สีเขียวอมน้ำตาล ไปจนถึงสีเขียวสดไร้สีอื่นปน ก็เรียกว่าเพอริโดต์ แต่เคยมีการพบเพอริโดต์ที่มีลักษณะกึ่งโปร่งแสงว่ามีปรากฏการณ์ตาแมว  หรือ Cat’s Eye  เช่นกัน หาได้น้อยมากตามธรรมชาติและมีราคาแพงมาก และพบปรากฏการณ์สตาร์ Star 4-6 ขา  ได้เช่นกัน  สำหรับการเก็บสะสมแนะนำว่าควรเก็บขนาดใหญ่กว่า  10 กะรัตขึ้นไป เนื่องจากว่าเป็นพลอยเนื้ออ่อนที่ยังมีราคาไม่สูงนัก   ดิฉันเคยพบที่สีลมขนาด  8-9  กะรัต สีเขียวสวยสดมาก ตกราคากะรัตละ  1,500 บาทเท่านั้น นิยมนำมาทำเป็นจี้เป็นสร้อยคอ หรือต่างหูมากกว่าแหวนค่ะ เพราะเป็นรอยขีดข่วนได้ง่าย ถือว่าเป็นพลอยเนื้ออ่อนชนิดหนึ่ง.หมายเหตุ : เพอริโดต์ มีชื่อเรียกในภาษาไทยว่า เขียวส่องวิธีเลือกเพอริโดต์คุณภาพดี
1.เพอริโดต์จะมีสีเดียวเท่านั้นคือ สีเขียว มิได้มีสีสันหลากหลายดังเช่นอัญมณีตระกูลอื่น ๆ สีเขียวที่พบมากจะมีสีเขียวใบไม้อ่อน หรือเขียวมะกอก บางเม็ดจะมีสีเขียวอมน้ำตาลอมดำสีที่นิยมกันมากจะเป็นสีเขียวที่มีความเข้มกำลังดี ไม่อ่อนจางจนเกินไปหรือเข้มจนเหมือนใบไม้แก่สีเขียวหวานสดใสของเพอริโดต์จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนมรกตหรือโกเมนสีเขียวหรือทัวร์มาลีนแต่อย่างใด แม้ว่าลักษณะของเนื้อพลอยจะคล้ายกันมากก็ตาม


2.เนื้อของเพอริโดต์ควรมีความเรียบแน่น ฉ่ำเป็นมันวาวที่สุดเท่าที่จะเลือกได้ และเนื้อต้องสะอาด ไม่มีริ้วรอยตำหนิใด ๆ จึงจะงดงาม


3.ผลึกของเม็ดพลอยควรจะมีความหนาพอควร คือก้นพลอยมีความลึกได้สัดส่วนพอเหมาะ เมื่อเจียระไนเหลี่ยมประกายอย่างละเอียดแล้ว แสงจะสะท้อนให้ส่งประกายระยิบระยับได้ละเอียดสวยงามมากว่าพลอยที่มีก้นค่อนข้างบางซึ่งจะเจียระไนเหลี่ยมได้ไม่มาก ทำให้ประกายไฟไม่สวยเท่าที่ควรเพอริโดต์ที่มีรูปร่างสวยคุณภาพดีและขนาดใหญ่นั้น กำลังเป็นที่นิยมมาก เหมาะแก่การเลือกสรรเป็นหัวแหวนหรือจี้เป็นอย่างยิ่ง

อะเมทิสต์

อะเมทิสต์

Amethyst  เป็นพลอยในตระกูลควอทซ์ที่มีค่ามากที่สุด มีคววามโปร่งใส สีม่วงอ่อนจนถึง สีม่วงเข้ม หรือ ม่วงแดง หลายคนเรียกอะเมทิสต์ว่า พลอยสีดอกตะแบก หรือพลอยจำปาศักดิ์

คำว่า Amethyst มาจากภาษากรีกว่า Amethystos แปลว่าไม่ทำให้มึนเมา หรือปราศจาก ความมึนเมา เป็นพลอยที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายเป็นเวลากว่า 7,000 ปีมาแล้ว มีเรื่องเล่า ในนิยายกรีกว่า เทพแบคคลัส (Bacchus) ซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งเหล้าองุ่น โกรธแค้นที่ เทพธิดาไดอานา (Diana) สลัดรัก จึงตัดสินใจที่จะแก้แค้น และได้สาบานว่า ใครก็ตาม ที่เขาพบ เป็นคนแรกในกองคาราวาน จะต้องถูกจับให้เสือกิน ในคราวนั้น มีสาวใช้ผู้เคราะห์ร้าย ชื่อ Amethyst ได้ออกเดินทาง เพื่อไปสักการะที่วิหารของเทพธิดาไดอานา จึงถูกเสือ ของเทพเจ้าแบคคัส ตะโดดเข้าตะปบ นางอะมิทิสต์ ตกใจร้องเรียกให้เทพธิดาไดอานาช่วย เทพธิดาไดอานาจึงแปลงร่าง ของนางอะเมทิสต์ให้กลายเป็นก้อนหิน ใสสะอาดก้อนหนึ่ง เพื่อให้รอดพ้น จากการเป็นเหยื่ออันโอชะของเสือ เทพเจ้าแบคคัสได้เห็นเหตุการณ์ดังนั้น รู้สึกเสียพระทัยเป็นอันมาก จึงเทเหล้าองุ่นลงบนร่างก้อนหิน ของนางอะเมทิสต์ จนกลายเป็น ก้อนหินสีม่วง นับแต่นั้นเป็นต้นมา นอกจากนี้ยังเล่าสืบต่อกันมาอีกด้วยว่า หากใครได้ดื่ม เหล้าองุ่น จากถ้วยที่เจียระไนจากอะเมทิสต์แล้ว จะไม่รู้สึกมึนเมา และชาวกรีกยังเชื่ออีกด้วยว่า หากนำก้อนอะเมทิสต์มาวางไว้ใต้ลิ้น ก็จะให้ผลเช่นเดียวกับ การดื่มไวน์จากแก้ว อะเมทิสต์เจียระไน คือ จะไม่มึนเมา หรือหากมีพิษ ก็จะปราศจากความรู้สึกเป็นพิษใดๆ

ชาวอียิปต์โบราณจะสวมใส่อะมิทิสต์ เพื่อช่วยให้กระทำการรบได้สำเร็จ และช่วยป้องกันให้รอดปลอดภัย จากอันตรายต่างๆ ได้ พลังอำนาจของอะมิทิสต์ สามารถช่วยลดอาการปวดศีรษะ และปวดฟันได้ โดยการนำอะมิทิสต์ ไปแช่ในน้ำร้อน 2 – 3 นาที แล้วจึงนำมาสัมผัสตรงบริเวณที่ปวด ก็จะช่วยทุเลา ความปวดลงได้

อะมิทิสต์เป็นพลอยทางศาสนาอีกด้วย เชื่อว่าจะช่วยดลบันดาล ให้เกิดความเที่ยงธรรมแก่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ เพื่ออุดมคติอันสูงส่ง จะเห็นได้ว่าแหวนประดับ ของพระในคริสตศาสนา จะใช้อะมิทิสต์ แม้ในปัจจุบันก็ยังคงสวมใส่กันอยู่

 อะมิทิสต์เป็นเครื่องประดับของพระมหากษัตริย์ เช่น ฟาโรห์ในอียิปต์ และโมเสสใช้ประดับที่หน้าอก อีกทั้งยังเป็นพลอยที่นักบุญวาเลนไทน์สวมใส่ โดยนำมาทำแหวนรูปกามเทพ


ไข่มุก

ไข่มุก

ไข่มุก คือ อัญมณีธรรมชาติอย่างหนึ่งที่มีความสวยงาม และมีเสน่ห์เมื่อสวมใส่ หลายๆคนอาจสงสัยว่า ไข่มุก เกิดขึ้นได้อย่างไร และ ดูอย่างไรว่าอย่างไหนคือไข่มุกแท้ หรือ ไข่มุกปลอม

ไข่มุกเกิดจากการที่หอยมุก เกิดการระคายเคืองเนื่องจากมีวัตถุแปลกปลอมเข้าไปอยู่ในตัวหอย แล้วจากนั้นด้วยธรรมชาติ หอยจะสร้างสารประเภทแคลเซียมคาร์บอเนต มาหุ้มเพื่อลดความระคายเคือง สิ่งที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองดังกล่าว ได้แก่ กรวดทราย เศษหิน ฯลฯ

เมื่อตัวหอยสร้างสารลดการระคายเคืองออกมา สารดังกล่าวนี้ จะมีลักษณะเป็นชั้นๆ เรียกว่า เนเคอร์ (Nacre) ทาให้ไข่มุกมีความวาว ยิ่งชั้นเนเคอร์หนามาก ก็ยิ่งมีความงามมาก จึงเกิดเป็นไข่มุก

โดยทั่วไป ไข่มุกจะสามารถแบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1.   ไข่มุกแท้ (Real pearl) : ไข่มุกชนิดนี้จะเกิดจากธรรมชาติ มีทั้งแบบธรรมชาติก่อให้เกิดการระคายเคือง จนถึงมนุษย์ก่อให้เกิดการระคายเคืองอย่างที่รู้จักกันว่า ไข่มุกเลี้ยงนั้นเอง

2.   ไข่มุกเทียม (Pearl imitation)  :ไข่มุกปลอม หรือไข่มุกเทียมจะเกิดจากวัสดุอื่นที่มีลักษณะมันวาวเช่น กันมาหล่อขึ้นรูปเป็นทรงกลม และใส่สีเลียนแบบไข่มุกธรรมชาติ วัสดุเหล่านี้ได้แก่ พลาสติก หรือพอลิเมอร์(polymer) และปัจจุบันมีการพัฒนานาเปลือกหอยมาเคลือบบนผิว ทาให้มีลักษณะคล้ายไข่มุกแท้มาก

ไข่มุกแท้ แบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

1.   ไข่มุกธรรมชาติ (natural pearl)

2.  ไข่มุกเลี้ยง (cultured pearl)

 ไข่มุกธรรมชาติ และไข่มุกเลี้ยง จัดว่าเป็นไข่มุกแท้ด้วยกันทั้งคู่เพราะเกิดจากหอยมุก ต่างกันแค่ที่มา ไข่มุกแท้เกิดตามธรรมชาติ แต่ไข่มุกเลี้ยงเกิดจากการที่มนุษย์ช่วยบังคับใส่สิ่งแปลกปลอมเช่น ลูกปัด หรือเปลือกหอย เข้าไปในหอยมุก มุกเลี้ยงส่วนใหญ่มักซื้อขายกันโดยวัดขนาดเป็นมิลลิเมตร แหล่งกำเนิดสำคัญ ของ ไข่มุกเลี้ยง คือ ญี่ปุ่น จีน และทะเลใต

เพชร

เพชร (Diamond) เป็นอัญมณีที่ล้ำค่าและเป็นที่รู้จักโดยทั่วไป ในอดีตผู้ที่จะมีไว้ในครอบครองจะต้องเป็นเศรษฐีหรือเชื้อพระวงศ์ เนื่องจากเป็นของที่หายาก มีความเชื่อแต่อดีตว่าผู้ที่ได้สวมใส่เพชรจะมีอำนาจที่จะป้องกันสิ่งชั่วร้ายได้ คือมักใช้เป็นเครื่องรางมากกว่าเป็นเครื่องประดับ เพราะฉะนั้น ในอดีตจึงเป็นผู้ชายที่สวมใส่เพชรมากกว่าผู้หญิง ตำนานโบราณกล่าวไว้ว่า เพชรมีแหล่งกำเนิดมาจากกระดูกยักษ์ชื่อมหาพลสูตรที่คิดจะทำพิธีอดอาหารเพื่อเป็นเกียรติยศให้ปรากฏในแผ่นดิน พอครบ 7 วัน ก็สิ้นชีวิต เทวดาจึงนำกระดูกไปฝังไว้ทุกแห่ง ก็บังเกิดกลายเป็นเพชรรัตน์ ในทางวิทยาศาสตร์ เพชรเกิดจากธาตุคาร์บอน (C ) เกือบบริสุทธิ์ คือประมาณ 99.95% ที่ถูกทับถมอยู่เป็นเวลานานใต้พื้นโลกด้วยแรงกดกว่า 3,000 ตัน อยู่ลึกประมาณ 80 กิโลเมตร ต่อมาหินคิมเบอร์ไลต์ (Kimberite) ได้ดับเพชรขึ้นมาระดับพื้นผิวโลก นอกจากนี้ยังพบเพชรอยู่ในบริเวณ ลานแร่ (Alluvian) อยู่ประมาณร้อยละ 90 ของเพชรที่พบทั้งหมด
ลักษณะและชนิดของเพชร
เพชรเป็นแร่มีรูปร่างผลึก 8 เหลี่ยม หรือ 12 เหลี่ยม มีความโปร่งใส และกึ่งโปรงใส มีประกายแวววาว รอยตำหนิมีเหลี่ยมมุมถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง เพชรมีหลายสี ตั้งแต่ไม่มีสี จนกระทั่งถึงสีดำ ที่เรียกว่าCarbonado สีต่างๆ ที่เกิดขึ้นเกิดจากมลทินในผลึก ส่วนใหญ่จะพบไนโตรเจน ซึ่งจะพบอยู่ถึงร้อยละ 0.2 นอกจากนี้ยังพบซิลิกอน แมกนีเซียม อะลูมิเนียม เหล็ก แคลเซียม และทองแดง ซึ่งมีอยู่ในปริมาณที่น้อยมาก เพชรที่พบอยู่โดยทั่วไปจะมีสี เหลือง หรือน้ำตาลอ่อน เพชรที่ใสไม่มีสี จะมีราคาสูงที่สุดและเป็นที่นิยม แต่เพชรมีสีนั้นค่อนข้างหายาก เช่น สีชมพู หรือสีน้ำเงิน เช่น Hope Diamond เป็นเพชรที่มีสีฟ้า มีชื่อเสียงมาก และชนิดที่หายากที่สุดคือ Red Diamond
เพชรแบ่งออกได้ 4 ชนิด คือ
1. ชนิด la มีไนโตรเจน ประมาณร้อยละ 0.1 ได้แก่ เพชร ที่ขุดตามธรรมชาติ
2. ชนิด lb มีไนโตรเจน ประมาณร้อยละ 0.2 ได้แก่ เพชรสังเคราะห์
3. ชนิด lla ไม่มีไนโตรเจน ชนิดนี้หายากมาก
4. ชนิด llb เป็นเพชรที่มี boron อยู่ในผลึกจะมีสีฟ้า หายากมาก
การเลือกซื้อเพชร
น้ำหนักของเพชรไม่ได้เป็นตัวกำหนดราคาเพียงอย่างเดียว ต้องพิจารณาคุณสมบัติอื่นๆประกอบด้วย โดยอาศัย 4C ดังนี้
1. CARAT (น้ำหนัก) ขนาดของเพชรยิ่งโตราคายิ่งสูงขึ้น น้ำหนักเพชรใช้วัดเป็น CARAT ซึ่ง 1 CARAT เท่ากับ 0.200 กรัม (200 มิลลิกรัม หรือ 1/5 กรัม) 1 กรัมเท่ากับ 5 CARAT
2. COLOR (สี) เกิดขึ้นจากการรวมตัวทางเคมีของธาตุต่างๆ สีของเพชรมีทุกสี แต่ที่มีค่า ได้แก่ สีทึ่ไม่มีสีอื่นเจือปน (Colorless)
3. LARITY (ความบริสุทธิ์) เพชรแท้ธรรมชาติต้องไม่บริสุทธิ์ 100% ถ้าดูด้วยกล้องขยาย 1,000 เท่า จะมองเห็นเส้นเล็กๆ หรือจุดเล็กๆซึ่งแสดงถึงความไม่บริสุทธิ์ของเพชรธรรมชาติ
4. CUTTING (การเจียระไน) การเจียระไนมีความสำคัญต่อเพชรมาก ถ้าฝีมือในการเจียระไนสวยจะทำให้เพชรมีประกายสวยขึ้น
แหล่งกำเนิดเพชร
อินเดีย มีการขุดเพชรมากกว่า 5000 ปีมาแล้ว เป็นประเทศแรกที่พบเพชร เพชรที่อินเดียเป็นเพชรมีคุณภาพสูง เม็ดมีขนาดใหญ่ และมีจำนวนมาก เพชรที่มีชื่อเสียงของโลกกว่าครื่งมาจากประเทศอินเดีย บราซิล เป็นประเทศรองจากอินเดียที่พบเพชร โดยพบในปี พ.ศ. 2288 เพชรที่นี่ไม่สวยเท่ากับอินเดีย เม็ดมีขนาดเล็กเป็นส่วนใหญ่ ใช้ในวงการอุตสาหกรรม ขณะนี้มีปริมาณน้อยแล้ว แอฟริกา เมื่อเพชรที่บราซิลเริ่มน้อยลงก็พบเหมืองใหม่เมื่อ พ.ศ. 2410 ที่แอฟริกาเพชรมีคุณภาพสูง สวยงามและมีเม็ดขนาดใหญ่ ๆ และมีปริมาณมาก รัสเซีย ในปี ค.ศ. 1970 มีการขุดเพชรที่รัสเซีย เพชรที่รัสเซียปริมาณมากกว่าแอฟริกา แต่เนื่องจากความเป็นประเทศในโลกที่สาม จึงไม่เป็นที่สนใจนัก นอกจากนี้ยังพบที่ จีน อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย โคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา เวเนซุเอล่า โบลิเวีย กิอานา และไซบีเรีย ในประเทศไทยพบที่จังหวัดพังงาปนอยู่ในแหล่งแร่ดีบุก เพชรที่พบเหล่านี้มีขนาดเล็กไม่ถึงหนึ่งกะรัต และมีปริมาณไม่มากนัก
อินเดียเป็นชาติแรกที่รู้จักการเจียระไนเพชร แต่ไม่มีชื่อเรื่องความสวยงามเพราะคำนึงถึงปริมาณเนื้อเพชรมากๆ จนกระทั่ง Vineenti Peruzzi ชาวเวนิสเป็นผู้ออกแบบ Brilliant cut นับเป็นครั้งแรกที่ทำให้นักเจียระไนทั่วโลกได้เห็นไฟ และประการแวววาวที่สวยงามของเพชรเป็นครั้งแรก แต่รูปทรงยังไม่ดีนักโดยในเวลาต่อมาก็ได้มีการปรับปรุงต่อเนื่องกันมาเรื่อยๆ
แหล่งเจียระไนที่มีชื่อ ได้แก่ เบลเยียม, ฮอลันดา, นิวยอร์ค, ลอนดอน, อิสราเอล และอินเดีย ในปัจจุบันรูปแบบการเจียระไนที่นิยม คือ การเจียระไนเหลี่ยมเกสร (Round Brilliant Cut) ซึ่งมี 57-58 เหลี่ยม ถ้าเพชรมีคุณสมบัติ 4C อย่างใดอย่างหนึ่ง หมายถึง เพชรที่ไม่มีสี มีรูปร่างในการเจียระไนสวยงาม ไม่มีมลทิน
การตรวจสอบว่าเพชรแท้หรือเพชรเทียม
การตรวจสอบว่าเป็นเพชรเทียมหรือเพชรแท้ ต้องทดสอบหลายวิธีประกอบกัน
1. ดูค่าความถ่วงจำเพาะโดยหย่อนเพชรที่สงสัยในน้ำยามาตรฐาน ที่มีความถ่วงจำเพาะ 3.52 ถ้าเป็นเพชรแท้จะลอยปริ่มระดับเดียวกับน้ำยา เพชรเทียมส่วนมากจะจม แต่วิธีนี้ใช้ไม่ได้กับเพชรเทียมที่เป็นพวกแก้ว Topaz , quartz , Synthetic sapphire และ Synthetic spinel เพราะค่าความถ่วงจำเพาะของสิ่งเหล่านี้ใกล้เคียงเพชร
2. ดูค่าดัชนีหักเหโดยหย่อนเพชรที่สงสัยลงในน้ำยามาตรฐานที่มีค่าดัชนีหักเห 1.743 ถ้าเป็นสารที่มีค่าดัชนีหักเหสูงกว่านี้จะมองเห็นประกายในน้ำยา แต่ถ้าสารนั้นมีดัชนีหักเหต่ำกว่า จะมองไม่เห็นประกาย เพชรเทียมส่วนมากมีค่าดัชนีหักเหสูงกว่านี้ ยกเว้น พวกแก้ว ,Topaz ,quartz , Synthetic sapphire , Synthetic spinel
3. ดูความแข็งเป็นวิธีที่แน่นอน เพราะเพชรแท้ต้องถูกคอรันดัมขีดบนหน้าผลึกแล้วไม่เป็นรอย แต่ถ้าขีดบนเพชรเทียมชนิดอื่น ๆ จะเห็นรอยขีด ซึ่งรอยจะชัดเจนแค่ไหน ขึ้นอยู่กับความแข็งของเพชรเทียมชนิดนั้น แต่วิธีนี้ไม่นิยมใช้เพราะอาจขีดบนแนวแตกเรียบ ซึ่งอาจทำให้เพชรหักบิ่นและเกิดตำหนิได้
4. ทดสอบการนำความร้อนโดยใช้เครื่องมือตรวจสอบการนำความร้อน ซึ่งใช้แยกเพชรออกจากเพชรเทียม เครื่องมือนี้เรียกว่า เทอร์มอลคอนดัคทิวิตี้โพรบ (Themal conductivity probe ) ซึ่งสะดวกในการพกพา ใช้ได้กับเพชรทุกขนาดและรวดเร็ว
ปัจจุบันผู้ผลิตเพชรเทียมใช้สารเคมีเคลือบผิว เมื่อนำไปทดสอบได้ค่าผิดจากความจริง หรืออาจใช้วิธีทำเทียมแบบประกบ 2 ชั้น คือ เพชรแท้อยู่ด้านบน เพชรเทียมอยู่ด้านล่าง โดยใช้วัตถุใสไม่มีสี หรืออาจจะเป็นชิ้นส่วนของเพชรที่ปะอยู่บริเวณที่เป็น Girdle ของเพชรซึ่งปะติดกันกับชิ้นล่างของเพชรอีกส่วน ซึ่งวิธีปลอมแบบนี้สามารถสังเกตได้ โดยพิจารณาจากรอยต่อและความแตกต่างของเนื้อเพชรดังนั้น การตรวจสอบให้ได้ผลที่แน่นอนต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ และต้องใช้เครื่องมือวิทยาศาสตร์ทดสอบคุณสมบัติ

คุณค่าของอัญมณีี

ความงาม
ความงดงาม แห่งอัญมณี ถูกแสดงออกมา อย่างไม่จำกัดรูปแบบ นับตั้งแต่ความแจ่มจรัส พราวแสงของเพชร ไปจนกระทั่ง ความงามจากสีเลื่อมรุ้ง ที่แปรเปลี่ยนไปตามมุมต่างๆ ของไข่มุก แต่ทั้งหมดนี้ สิ่งสำคัญ ที่ทำให้ เรามองเห็น ความงดงามของอัญมณี คือ แสงสว่างแสงสว่างที่ตกกระทบ กับวัตถุ ทำให้เรามองเห็นสีสัน อันร้อนแรง ของทับทิม และลาปิส ลาซูลี ทำให้มองเห็นประกายพราว ของเพชรที่ล้อกับแสงไฟ และทำให้เราเห็นสีเลื่อมรุ้ง อันงดงาม ของโอปอล
แสงสว่าง ที่สะท้อนจากพื้นผิว ของอัญมณีแต่ละชนิด ให้ประกายโดดเด่น ที่แตกต่างกัน และสีสัน ที่ส่องประกายออกมา จากความใสภายใน ก็สามารถสร้างสเน่ห์ ให้อัญมณีหลายต่อหลายชนิด แต่ก็มีอัญมณี บางชนิดที่มีสเน่ห์ดึงดูดใจ มากกว่า เช่น สตาร์ ที่เกิดกับทับทิม ไพลิน หรือไพฑูรย์ ทั้งยังมีควอทซ์บางชนิดที่มีสีสัน ด้านบนเหมือนกับถูกฉาบด้วยโลหะ เช่น อะเวนทูรีน ควอทซ์ และ ซัน สโตน
นอกเหนือจากนี้ เสน่ห์อันซับซ้อนที่ดึงดูดใจ ให้ใครหลายคนหลงใหล ยังเกิดได้ด้วยวิธีการ อันซับซ้อน ของธรรมชาติ เช่น อะเกท และจัสเปอร์ (พลอยสีดำแดง) ที่ฝังตัวเป็นรูปร่างต่างๆ อยู่ตามแหล่ง ของมัน และจะพัฒนาเปลี่ยนแปลง รูปต่าง ตามกาลเวลาที่ผ่านไป จนบางครั้ง เมื่อเราได้เห็น ก็จะรู้สึกว่ามันมีรูปร่าง คล้ายกับแผนที่ หรือสวนสวยๆ อัญมณีส่วนใหญ่แสดงความงดงาม ออกมาเพียงเล็กน้อย ราวกับหญิงสาวขี้อาย แต่การจะทำให้ มันแสดงสีสันสดใสที่แท้จริง เราจำเป็นต้องนำมาเจียระไน และขัดให้เป็นเงาเสียก่อน ดังเช่นความงดงามของเพชร ที่จะงามได้ก็ต่อเมื่อ นำมาเจียระไนอย่างถูกเหลี่ยม และได้ขนาดกับสัดส่วนที่เหมาะสมเมื่อเราสวมใส่ เครื่องประดับอัญมณี การเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องของเราก็คือ การทำให้แสงสว่าง ตกกระทบกับมุมต่างๆ ของอัญมณี ที่เราสวมใส่ ทำให้มันแปล่ง ประกายเจิดจรัส จำไว้อย่างหนึ่งว่า ถ้าคุณสวมใส่เครื่องประดับ ที่ทำด้วยเพชร ทับทิม หรือมรกต “สปอทไลท์” จะทำให้อัญมณี ของคุณมีชีวิตชีวา แต่ถ้าเครื่องประดับของคุณเป็นอำพัน หรือ ไข่มุก แสงที่นุ่มนวลจะเหมาะสมกว่า

ความหายาก 
ถ้าความงดงาม คือ สิ่งที่สร้างการเริ่มต้น ประชันกันในหมู่อัญมณีแล้ว ความหายาก ก็คือสิ่งที่ช่วยเพิ่มความพิเศษ ให้อัญมณี ยิ่งเป็นที่ปรารถนาของใครๆ ความหายาก คือ ตัวตัดสินค่า (ที่บางครั้งสูงจนแทบไม่น่าเชื่อ) และมีอิทธิพล โดยตรงต่อราคา ของอัญมณีตามตู้โชว์ ในร้ายขายเครื่องประดับ
อัญมณีบางครั้ง อาจหายากด้วยรายละเอียด และเหตุผลต่างๆ อัญมณีทั่วๆ ไปอาจหายาก เพราะแหล่งที่อยู่ หรืออาจหายาก เพราะคุณภาพของตัวอัญมณีเอง ที่แตกต่างออกไป บางคนอาจเคยสงสัย ว่าทำไมอัญมณีไร้สีสัน อย่างเพชรถึงได้แพงนัก แต่คุณทราบไหม ว่าจะต้องสกัดหินถึง 100 ตันกว่าจะได้มาซึ่งเพชรเพียง 5 กรัม ส่วนมรกตเขียวๆ ที่มีรอยร้าวอยู่ในนั้น ที่ราคาแพงก็เนื่องมาจากว่า มันมีแร่ธาตุทางเคมี ที่หายากปะปนอยู่ และแร่ธาตุในมรกต ก็คือ แร่แบเริลเลี่ยม นั่นเองในทางการค้านั้น นอกจากจะขึ้นอยู่กับความหายากแล้ว ราคาของอัญมณี จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของสี ตำหนิภายใน และน้ำหนัก และหน่วยวัดน้ำหนัก ของอัญมณี ก็คือ กะรัต (5 กะรัต = 1 กรัม) ซึ่งการซื้อขายอัญมณีนั้น ส่วนมากมักจะชั่งน้ำหนักรวมทั้งเม็ด มากกว่าที่จะแบ่งขายเป็นกะรัต และความหนาแน่น ของอัญมณีแต่ละชนิดก็แตกต่างกัน

ความคงทน
อัญมณีที่มีความทนทาน ตลอดกาลเวลา เพราะอัญมณีสามารถป้องกัน การเปลี่ยนแปลงของสารเคมี มีความทนทาน เพียงพอที่จะรักษาความมันวาว เอาไว้ อีกทั้งยังไม่เปราะหรือแตกหักได้ง่ายๆ
“ความแข็ง” ของอัญมณี เป็นตัวกำหนดความทนทาน ต่อการขีดข่วนเป็นรอย วิธีการที่ง่ายที่สุด ที่เราจะตรวจสอบดูว่า อัญมณีชนิดใด มีความทนทานต่อการขีดข่วน เป็นรอยมากน้อยแค่ไหนก็คือ การใช้ “โมหส์ สเกล” ซึ่งถูกคิดค้นขึ้นมาใน ค.ศ 1822 โดยนักแร่วิทยา ชาวเยอรมัน ที่ชื่อว่า เฟรดดริช โมหส์ และวิธีการของเขาก็คือ เลือกแร่ธาตุ ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางมา 10 ชนิด และตั้งตัวเลข ให้กับแร่แต่ละชนิด โดยเรียงจากความแข็ง โดยหมายเลข 1 ใช้แทนแร่ตัวหนึ่ง ที่มีความแข็งน้อยที่สุด ซึ่งสเกลของโมหส์ จะเรียงลำดับความแข็งของแร่ธาตุจากน้อยไปหามาก ดังนี้ ทาลค์ (1) ยิปซั่ม (2) แคลไซท์ (3) ฟลูออไรท์ (4) อะปาไทท์ (5) ออโธเคลส (6) ควอทซ์ (7) โทปาซ (8) คอรันคัม (9) เพชร (10)

สี

สีสันต่างๆ ของอัญมณี หลากชนิดเกิดขึ้นได้ เพราะมีแสงสีขาว ส่องทะลุผ่านเนื้ออัญมณีแล้ว แร่ธาตุต่างๆ ที่อยู่ในเนื้อของอัญมณี จะดูดกลืนแสงไว้ส่วนหนึ่ง และปล่อยให้แสงผ่านออกมา ส่วนหนึ่ง ซึ่งทำให้เรามอง

เห็นสีของอัญมณี แสงสีขาวที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ ประกอบด้วย แสงสี หลายสีมารวมกัน หรือที่เรียกกันว่า สเปคตรัม แต่เรื่องการดูดกลืนแสงสีของวัตถุนั้น นับว่าเป็น เรื่องที่ซับซ้อน โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้อง และขึ้นอยู่กับสารเคมี ตำหนิรอยร้าว และการเรียงตัว ของผลึก ซึ่งทั้งหมดนี้ มีผลต่อการแสดงสีทั้งสิ้นอัญมณีส่วนใหญ่ มีสีได้เพราะปริมาณของแร่ธาตุ และแร่ธาตุที่สำคัญ ที่ส่งผลให้อัญมณีมีสี ได้แก่ โครเมียม เหล็ก แมกกานีส ไททาเนียม และคอปเปอร์
โครเมี่ยม ทำให้ทับทิม มีสีแดงเข้ม และทำให้มรกต กับดีมานทอยด์ การ์เนท มีสีเขียวสุกใส ขณะที่เหล็ก ให้สีแดง น้ำเงิน เขียว และเหลืองในดีมานทอยด์ การ์เนท สปิเนล ไพลิน เพอริโด และคริโซแบเริล ส่วนไพลินสีน้ำเงินกำมะหยี่ ที่มีราคาสูงนั้น สีของมันได้มาจากไททาเนียม กับเหล็ก ส่วนคอปเปอร์ ให้สีฟ้า และเขียว ในเทอร์ควอยซ์ และมาลาไค์ แมงกานิส ก็ให้สีชมพูในโรโดไนท์ และสีส้มในสเปซซาร์ ไทน์ การ์เนท
แม้ว่าแร่ธาตุต่างๆ จะทำให้อัญมณีมีสีสัน ที่แตกต่างกันออกไป แต่แร่ธาตุบางชนิด ในอัญมณี ก็อาจเปลี่ยนสีได้ เมื่อถูกความร้อน ถูกรังสีแกมมา และรังสีเอกซ์ ดังนั้นในวิธีการดูแลรักษาอัญมณี ข้อหนึ่งก็คือ ต้องระวังไม่ให้อัญมณีของคุณ โดนความร้อน หรือรังสีใดๆ นั่นเอง